วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

ความรู้สึกในการเข้าค่ายพักแรม ลูกเสือ-เนตรนารี

ในการเข้าค่ายนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ขึ้นมัธยมและเป็นที่แรกที่โหดที่สุดตั้งแต่เคยเข้าค่ายมาแต่ก็มีความทรงจำดีๆให้เก็บเกี่ยวมามากมายไม่ว่าจะเป็นครูฝึกที่ภายนอกดูโหดแต่ก็คอยดูแลเราตลอดเวลาที่เข้าค่าย เพื่อนร่วมค่ายที่มีอะไรก็จะคอยดูแลช่วยเหลือและแบ่งปันกันถึงแม้จะไม่ได้รู้จักกันก็ตาม การเตรียมกิจกรรมสำหรับลูกเสือ-เนตรนารีเป็นด่านที่สนุก น่าตื่นเต้น ท้าทาย แต่ก็มีน้อยคนที่จะลงเล่นไม่ว่าจะเป็นเชือกเดี่ยว เชือกคู่ ปีนห่วงยาง ลอดหนาม ปีนกำแพง และกระโดดหอ พอเสร็จกิจกรรมครูฝึกก็ปล่อยให้ไปพัก อาบน้ำ-ทำอาหาร การทำอาหารนี่อาจจะเป็นกิจกรรมที่น่าประทับใจที่สุดตั้งแต่มาเข้าค่ายก็เป็นได้ตอนกลางคืนมีกิจกรรมรอบกลองไฟครูฝึกได้คัดกระทวย!ไปเต้นซูลูจุดไฟสวยกว่าผู้หญิงบางคนซะอีก วันกลับเป็นวันที่น่าเสียดายที่ต้องจากกับครูฝึกและเพื่อนร่วมค่ายแต่ก็เป็นค่ายที่น่าประทับใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มาที่นี่

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โครงงานบูรณาการเรื่อง เมี่ยงคำเมืองตาก

บทที่ 1............. บทนำ........ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน.......................... เมี่ยงคำเป็นอาหารขบเคี้ยวพื้นบ้านของชาวจังหวัดตากที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมการกินอันชาญฉลาดและรู้จักใช้ภูมิปัญญาในการเลือกสรรสิ่งที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อชีวิตของมนุษย์อย่างมากเมี่ยงคำมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสูงมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์อีกทั้งยังมีวัตถุดิบที่สามารถหาได้ภายในท้องถิ่นจึงแทบจะไม่ได้ใช้ต้นทุนในการทานหรือผลิตนำไปขายที่ตลาด นอกจากนี้ยังมีเต้าเจี้ยวที่เป็นส่วนผสมสำคัญและเป็นของขึ้นชื่อของเมี่ยงคำเมืองตากอีกด้วยดังนั้นการกำหนดอัตราส่วนและสัดส่วนของเมี่ยงเต้าเจี้ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการทานรสชาติเมี่ยงคำที่กลมกล่อมและมีสรรพคุณรักษาโลกหลากหลายชนิดเราจึงเลือกที่จะศึกษาเรื่องนี้................... วัตถุประสงค์................. 1.รู้คุณประโยชน์สมุนไพรที่ปรากฏในเมี่ยงคำ 2.รู้อัตราส่วนและสัดส่วนที่ลงตัวในการทำเมี่ยงคำ 3.รู้วิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตาก 4.รู้จักใช้ความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ในการทำโครงงาน สมมติฐาน............... 1.เพื่อศึกษาคุณประโยชน์ของสมุนไพรที่ปรากฏอยู่ในเมี่ยงคำ 2.เพื่อศึกษาอัตราส่วนและสัดส่วนที่ลงตัวในการทำเมี่ยงคำ 3.เพื่อศึกษาวิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตาก 4.นำความรู้วิชาคณิตศาสตร์มาใช้ทำโครงงาน.................... ขอบเขตของการวิจัย................. ขอบเขตด้านเนื้อหา-ศึกษาเมี่ยงเต้าเจี้ยวภายในท้องถิ่นจังหวัดตากโดยสถานที่ที่ขึ้นชื่อภายในจักหวัดคือชุมชนหัวเดียดในอำเภอเมืองเพราะมีการกินเป็นอาหารว่างมาช้านาน ............... ขอบเขตด้านประชากร-กลุ่มแม่บ้านภายในชุมชน................ ความสำคัญและประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย................. จากการทำวิจัยเรื่องเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากทำให้สมาชิกในกลุ่มซึ่งทำให้รู้คุณประโยชน์สมุนไพรที่ปรากฏในเมี่ยงคำ รู้อัตราส่วนและสัดส่วนที่ลงตัวในการทำเมี่ยงคำ รู้วิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตากและเนื่องจากทำโครงงานในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จึงรู้จักใช้ความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ในการทำโครงงาน ถ้าผู้คนทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวมากขึ้นก็จะใส่ใจเรื่องรสชาติมากขึ้นโครงงานนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการกำหนดสัดส่วน-อัตราส่วนที่ลงตัวของเมี่ยงคำจึงมีประโยชน์ต่อผู้ที่ใส่ใจรสชาติ................... นิยามศัพท์เฉพาะ เมี่ยงเต้าเจี้ยว = อาหารขบเคี้ยวพื้นบ้านซึ่งเป็นที่นิยมในจังหวัดตากซึ่งจะเรียนกันภาษาท้องถิ่นว่า “เมี่ยงคำ” สัดส่วน,อัตราส่วน = ส่วนผสมตามอัตราทีกำหนด . คุณค่าทางโภชนาการ = ประโยชน์ที่ได้รับจากการทานอาหาร .................... บทที่ 3............... วิธีดำเนินการ........ ปฏิบัติกิจกรรมโครงงาน.............. หาข้อมูลเกี่ยวกับเมี่ยงคำ วางแผนการทำโครงงาน เขียนแบบฟอร์มการทำโครงงาน เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา ฟิวเจอร์บอร์ด 1 แผ่น ปกใส 2 แผ่น กระดาษหน้าปก 2 แผ่น สันปก 1 อัน กล้องถ่ายรูป 1 ตัว วิธีการศึกษา ศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับประวัติของเมี่ยงคำ ความเป็นมาของเมี่ยงคำ และประเภทของเมี่ยงคำ และถามพ่อค้าแม่ค้าที่ขายเมี่ยงคำในตลาด หรือในงานเทศกาล .............................. บทที่5................... สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ โครงงานเรื่องเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากมีวัตถุประสงค์เพื่อให้รู้คุณประโยชน์สมุนไพรที่ปรากฏในเมี่ยงคำ รู้อัตราส่วนและสัดส่วนที่ลงตัวในการทำเมี่ยงคำ รู้วิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตากและเนื่องจากทำโครงงานในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จึงรู้จักใช้ความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ในการทำโครงงาน ถ้าผู้คนทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวมากขึ้นก็จะใส่ใจเรื่องรสชาติมากขึ้นโครงงานนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการกำหนดสัดส่วน-อัตราส่วนที่ลงตัวของเมี่ยงคำจึงมีประโยชน์ต่อผู้ที่ใส่ใจรสชาติ 5.1 สรุปผล การทำโครงงานเรื่องเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากรายวิชาคณิตศาสตร์มีหลักการที่จะสำรวจการรับประทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากที่มีส่วนผสมที่ลงตัวมีรสชาติที่อร่อย โดยจะกำหนดสัดส่วน-อัตราส่วนที่หลากหลายและลงตัวให้เลือกตามต้องการเพื่อความสะดวกและรสชาติของเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากที่ถูกปาก จากการทำโครงงานเมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตากสามารถสรุปได้ว่ากลุ่มประชากรตัวอย่างส่วนใหญ่ชอบรับประทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวโดยที่จะเน้นข้าวทอดเพราะมีรสชาติที่อร่อยและเคี้ยวกรุบกรอบต่างจากพริก ขิงและกระเทียมซึ่งมีรสเผ็ดจัดจ้านทำให้รสเผ็ดกลบรสชาติเครื่องเคียงอื่นๆที่ใส่ลงไปด้วย ดังนั้นการที่จะทำเมี่ยงเต้าเจี้ยวให้ถูกปากผู้ทานนั้นควรเตรียมที่จะเน้นข้าวทอดและไม่เน้นพริก ขิงหรือกระเทียมสามารถบรรจุใส่ถุงและวางจำหน่ายตามท้องตลาดได้จริง ผลการสำรวจ กลุ่มประชากรตัวอย่างคือนักเรียนภายในชั้นเรียน ม.2/4 พบว่าส่วนใหญ่ชอบรับประทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวโดยที่จะเน้นข้าวทอดเพราะมีรสชาติที่อร่อยและเคี้ยวกรุบกรอบต่างจากพริก ขิงและกระเทียมซึ่งมีรสเผ็ดจัดจ้านทำให้รสเผ็ดกลบรสชาติเครื่องเคียงอื่นๆที่ใส่ลงไปด้วย 5.2 อภิปรายผล 1. นักเรียนกลุ่มประชากรตัวอย่างชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 พึงพอใจในเมี่ยงเต้าเจี้ยวทุกส่วนผสมในทุกสัดส่วนและอัตราส่วน โดยจะเน้นในสูตรที่มีข้าวคั่วเยอะๆเพราะมีรสชาติที่มันเคี้ยวกรุบกรอบและจะไม่ค่อยสนใจสูตรที่มีพริกมากนักเพราะในวัยเด็กบางคนรับประทานรสเผ็ดไม่ได้จึงไม่สนใจ 2. ตามร้านค้าส่วนใหญ่จะกำหนดส่วนผสมของเมี่ยงเต้าเจี้ยวในสัดส่วนที่ลงตัวโดยที่ประชากรส่วนใหญ่ชอบทานไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงานหรือวัยชราโดยจะแยกพริกออกอีกส่วนเพราะบางคนก็รับประทานพริกไม่ได้อีกเช่นกัน 3. ในสัดส่วน-อัตราส่วนของเต้าเจี้ยว ประชากรส่วนใหญ่มักจะใส่น้ำตาล 1 ช้อน ต่อ 1 ถ้วยตวงเพราะเต้าเจี้ยวมีรสเปรี้ยวเกินไปจึงต้องเติมน้ำตาลที่มีรสหวานเข้าไปผสมทำให้เป็นเต้าเจี้ยวที่มีรสเปรี้ยวหวานอย่างลงตัวมีรสชาติที่ถูกปาก 5.3 ข้อเสนอแนะ 1.ในการใช้ข้าวเกรียบชุบน้ำหรือใบชะพลูที่ล้างสะอาดแล้วมารองใส่ส่วนประกอบของเมี่ยงเต้าเจี้ยวนับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เพราะใช้พืชสมุนไพรเป็นส่วนประกอบหรือข้าวเกรียบงาดำที่มีความเหนียวนุ่มมาเป็นส่วนประกอบอีกชิ้นหนึ่งแต่มีที่รองรับส่วนประกอบของเมี่ยงเต้าเจี้ยวนับว่ามีน้อยเกินไปที่มีเพียง2ตัวเลือกดังนั้นควรมีเพิ่งมีประมาณ2ชนิด 2.ข้าวเกรียบที่ใช้ส่วนใหญ่มีแป้งที่บางจึงแตกหักได้ง่ายดังนั้นจึงควรใช้ข้าวเกรียบที่เหนียวนุ่มในการห่อเมี่ยงเต้าเจี้ยวเพื่อที่น้ำเต้าเจี้ยวจำได้ไม่ไหลหกลง 3.ประชากรบางกลุ่มไม่ชอบทานเมี่ยงเต้าเจี้ยวเนื่องจากไม่ชอบทานสมุนไพรหรือส่วนประกอบของเมี่ยงเต้าเจี้ยวดังนั้นควรจะมีส่วนประกอบที่แตกต่างออกไป เช่น ส่วนประกอบที่มีผลไม้หรือส่วนประกอบที่มีเนื้อสัตว์ เป็นต้น เพราะนอกจากจะมีคุณค่าไม่แพ้สมุนไพรที่ใส่เมี่ยงเต้าเจี้ยวแล้วเมี่ยงเต้าเจี้ยวที่มีเนื้อสัตว์ยังให้พลังงานปริมาณมากอีกด้วยและเพื่อคงความเป็นเมี่ยงเต้าเจี้ยวเอาไว้จึงต้องใส่น้ำเต้าเจี้ยวลงไปด้วย

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 ประการ

ไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 ประการ ไม้ 3 อย่าง ลักษณะไม้ 3 อย่าง เป็นชนิดไม้ที่มีความสัมพันธ์เกื้อกูลกับวิถีชีวิตของชุมชน คือ 1. ไม้ใช้สอยและเศรษฐกิจ เป็นชนิดไม้ที่ชุมชนนำไปใช้ในการปลูกสร้างบ้านเรือน โรงเรือน เครื่องเรือน คอกสัตว์ เครื่องมือในการเกษตร เช่น เกวียน คันไถ ด้ามจอบ เสียม และมีด รวมทั้งไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักรสาน กระบุง ตะกร้า เพื่อนำไปใช้นำครัวเรือน และเมื่อมีพัฒนาการทางฝีมือก็สามารถจัดทำเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน นำไปจำหน่ายเป็นรายได้ของชุมชน ซึ่งเรียกว่า เป็นไม้เศรษฐกิจของชุมชน ได้แก่ มะขามป่า สารภี ซ้อ ไผ่หก ไผ่ไร่ ไผ่บง ไผ่ซาง มะแฟน สัก ประดู่ กาสามปีก จำปี จำปา ตุ้ม ทะโล้ หมี่ ยมหอม กฤษณา นางพญาเสือโคร่ง ไก๋ คูณ ยางกราด กระถิน เก็ดดำ มะหาด ไม้เติม มะห้า มะกอกเกลื้อน งิ้ว ตีนเป็ด ยมหอม มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว บุนนาค ปีบ ตะแบก ตอง คอแลน รัง เต็ง แดง พลวง พะยอม ตะเคียน ฮักหลวง เป็นต้น 2. ไม้ฟืนเชื้อเพลิงของชุมชน ชุมชนในชนบทต้องใช้ไม้ฟืน เพื่อการหุงต้มปรุงอาหาร สร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว สุมควายตามคอก ไล่ยุง เหลือบ ริ้น ไร รวมทั้งไม้ฟืนในการนึ่งเมี่ยง และการอบถนอมอาหาร ผลไม้บางชนิด ไม้ฟืนมีความ จำเป็นที่สำคัญ หากไม่มีการจัดการที่ดีไม้ธรรมชาติที่มีอยู่จะไม่เพียงพอในการใช้ประโยชน์ ความอัตคัดขาดแคลนจะเกิดขึ้น ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนการปลูกไม้โตเร็วขึ้นทดแทนก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ฟืนใช้ได้อย่างเพียงพอ ได้แก่ ไม้หาด สะเดา เป้าเลือด มะกอกเกลื้อน ไม้เต้าหลวง กระท้อน ขี้เหล็ก ตีนเป็ด ยมหอม ลำไยป่า มะขม ดงดำ มะแขว่น สมอไทย ตะคร้อ ต้นเสี้ยว บุนนาค ตะแบก คอแลน แดง เต็ง รัง พลวง ติ้ว หว้า มะขามป้อม แค ผักเฮือด เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน กาสามปีก มันปลา นางพญาเสือโคร่ง มะมือ ลำไย รกฟ้า ลิ้นจี่ 3. ไม้อาหารหรือไม้กินได้ ชุมชนดั้งเดิมเก็บหาอาหารจากแหล่งธรรมชาติ ทั้งการไล่ล่าสัตว์ป่าเป็นอาหาร รวมทั้งพืชสมุนไพร อดีตแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์จึงเป็นแหล่งอาหารเสริมสร้างพลานามัย การปลูกไม้ที่สามารถให้หน่อ ใบ ดอก ผล ใช้เป็นอาหารได้ก็จะทำให้ชุมชนมีอาหารและสมุนไพร ในธรรมชาติเสริมสร้างสุขภาพให้มีกินมีใช้อย่างไม่ขาดแคลน ได้แก่ มะหาด ฮ้อสะพายควาย เป้าเลือด บุก กลอย งิ้ว กระท้อน ขี้เหล็ก มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว คอแลน ผักหวานป่า มะไฟ มะขามป้อม มะเดื่อ มะปีนดง เพกา แค สะเดา เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน มะเม่า หวาย ดอกต้าง กระถิน ก่อเดือย หว้า กล้วย ลำไย มะกอกเกลื้อน มะระขี้นก ประคำดีควาย ตะคร้อ กระบก ผักปู่ย่า มะเฟือง แคหางค่าง ขนุน มะปราง มะหลอด คอแลน มะเม่า ส้มป่อย ประโยชน์ 4 ประการ ไม้ 3 อย่าง เมื่อปลูกไปแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ 4 ประการ คือ ไม้ 3 อย่าง ลักษณะไม้ 3 อย่าง เป็นชนิดไม้ที่มีความสัมพันธ์เกื้อกูลกับวิถีชีวิตของชุมชน คือ 1. ไม้ใช้สอยและเศรษฐกิจ เป็นชนิดไม้ที่ชุมชนนำไปใช้ในการปลูกสร้างบ้านเรือน โรงเรือน เครื่องเรือน คอกสัตว์ เครื่องมือในการเกษตร เช่น เกวียน คันไถ ด้ามจอบ เสียม และมีด รวมทั้งไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักรสาน กระบุง ตะกร้า เพื่อนำไปใช้นำครัวเรือน และเมื่อมีพัฒนาการทางฝีมือก็สามารถจัดทำเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน นำไปจำหน่ายเป็นรายได้ของชุมชน ซึ่งเรียกว่า เป็นไม้เศรษฐกิจของชุมชน ได้แก่ มะขามป่า สารภี ซ้อ ไผ่หก ไผ่ไร่ ไผ่บง ไผ่ซาง มะแฟน สัก ประดู่ กาสามปีก จำปี จำปา ตุ้ม ทะโล้ หมี่ ยมหอม กฤษณา นางพญาเสือโคร่ง ไก๋ คูณ ยางกราด กระถิน เก็ดดำ มะหาด ไม้เติม มะห้า มะกอกเกลื้อน งิ้ว ตีนเป็ด ยมหอม มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว บุนนาค ปีบ ตะแบก ตอง คอแลน รัง เต็ง แดง พลวง พะยอม ตะเคียน ฮักหลวง เป็นต้น 2. ไม้ฟืนเชื้อเพลิงของชุมชน ชุมชนในชนบทต้องใช้ไม้ฟืน เพื่อการหุงต้มปรุงอาหาร สร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว สุมควายตามคอก ไล่ยุง เหลือบ ริ้น ไร รวมทั้งไม้ฟืนในการนึ่งเมี่ยง และการอบถนอมอาหาร ผลไม้บางชนิด ไม้ฟืนมีความ จำเป็นที่สำคัญ หากไม่มีการจัดการที่ดีไม้ธรรมชาติที่มีอยู่จะไม่เพียงพอในการใช้ประโยชน์ ความอัตคัดขาดแคลนจะเกิดขึ้น ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนการปลูกไม้โตเร็วขึ้นทดแทนก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ฟืนใช้ได้อย่างเพียงพอ ได้แก่ ไม้หาด สะเดา เป้าเลือด มะกอกเกลื้อน ไม้เต้าหลวง กระท้อน ขี้เหล็ก ตีนเป็ด ยมหอม ลำไยป่า มะขม ดงดำ มะแขว่น สมอไทย ตะคร้อ ต้นเสี้ยว บุนนาค ตะแบก คอแลน แดง เต็ง รัง พลวง ติ้ว หว้า มะขามป้อม แค ผักเฮือด เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน กาสามปีก มันปลา นางพญาเสือโคร่ง มะมือ ลำไย รกฟ้า ลิ้นจี่ 3. ไม้อาหารหรือไม้กินได้ ชุมชนดั้งเดิมเก็บหาอาหารจากแหล่งธรรมชาติ ทั้งการไล่ล่าสัตว์ป่าเป็นอาหาร รวมทั้งพืชสมุนไพร อดีตแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์จึงเป็นแหล่งอาหารเสริมสร้างพลานามัย การปลูกไม้ที่สามารถให้หน่อ ใบ ดอก ผล ใช้เป็นอาหารได้ก็จะทำให้ชุมชนมีอาหารและสมุนไพร ในธรรมชาติเสริมสร้างสุขภาพให้มีกินมีใช้อย่างไม่ขาดแคลน ได้แก่ มะหาด ฮ้อสะพายควาย เป้าเลือด บุก กลอย งิ้ว กระท้อน ขี้เหล็ก มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว คอแลน ผักหวานป่า มะไฟ มะขามป้อม มะเดื่อ มะปีนดง เพกา แค สะเดา เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน มะเม่า หวาย ดอกต้าง กระถิน ก่อเดือย หว้า กล้วย ลำไย มะกอกเกลื้อน มะระขี้นก ประคำดีควาย ตะคร้อ กระบก ผักปู่ย่า มะเฟือง แคหางค่าง ขนุน มะปราง มะหลอด คอแลน มะเม่า ส้มป่อย

จริยธรรมและคุณธรรมในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

จริยธรรมและคุณธรรมในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต 1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายหรือละเมิดผู้อื่น 2. ต้องไม่รบกวนการทำงานของผู้อื่น 3. ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่น 4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร 5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ 6. ต้องมีจรรยาบรรณการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ 7. ให้ระมัดระวังในการละเมิดหรือสร้างความเสียหายให้ผู้อื่น 8. ให้แหล่งที่มาของข้อความ ควรอ้างอิงแหล่งข่าวได้ 9. ไม่กระทำการรบกวนผู้อื่นด้วยการโฆษณาเกินความจำเป็น 10. ดูแลและแก้ไขหากตกเป็นเหยื่อจากโปรแกรมอันไม่พึงประสงค์ เพื่อป้องกันมิให้คนอื่นเป็นเหยื่อ